Japan Trip Part 4

posted on 05 Feb 2010 11:48 by crazy-jack

พาทก่อนหน้านี้ เลื่อนอ่านด้านล่างเลยเคอะ

 

12/12/09   Japan Trip Part 4  วิญญานหลุดที่ฟูจิคิวไฮท์แลนด์ 

 

วัลย์ลดา เป็นคนที่ไม่ชอบความธรรมดา

 

โฮะ โฮะ โฮะ ...

 

หลังจากที่อ่านรีวิวชาวบ้านเรื่องความมันส์ของเครื่องเล่นที่ฟูจิคิวไฮท์แลนด์แล้วก้อตระหนักได้ว่า ..

 

ช้านเกิดมาเพื่อสิ่งนี้แหละ ヾ(^∇^)

 

ตอนแรกทิวมีข้อเรียกร้องว่า ไหนๆก้อไปญี่ปุ่นแล้วขอเห็นภูเขาไฟฟูจิมันสักครั้งได้มั้ย นังแจ๊คเลยจัดให้ ไปทิว เราไปมองฟูเขาไฟฟูจิแล้วหัวทิ่มลงพื้น กันดีกว่า ฮ่าฮ่าๆๆๆๆ

 

 

 พยากรณ์อากาศ กรมอุตุญี่ปุ่นบอกว่าวันนี้แจ่มใส และมันก้อแจ่มใสจริงๆ(ไม่เถียงๆ) ตั้งใจว่าจาออกเร็วมาซื้อตั๋ว แต่ออกจริงก้อปาไป 9 โมงเช้าละ (มันแต่เช้าตรงไหน) ไปชินจูกุเพื่อซื้อตั๋วรถทัวร์ไปฟูจิคิว สาวช่องขายตั๋วบอกว่าได้รถรอบ 11 โมงเช้านะคะ ช้านก้อแบบ เอิ่ม ไม่มีเร็วกว่านี้เหรอ เค้าก้อบอกว่า ไม่มีแล้วค่ะ แอบทำใจเพราะวันนี้มันเป็นวันเสาร์ วันหยุดที่ชาวบ้านเค้าจะไปเฮฮาปาร์ตี้ซะด้วย สุดท้ายเลยต้องไปตอน 11 โมงเช้า จองตั๋วรอบกลับไว้ก่อนด้วย ไม่อยากไปแย่งชิงกะใคร ได้รอบกลับประมาณ 5โมง50 ตอนเย็น

 

มองนาฬิกา ตอนนี้ 10 โมงละ เหลือเวลาอีก 1 ชม จะทำอะไรดี? ('-'*)

 

เอางี้ ไปดูวิวเมืองโตเกียวฟรีๆ ที่ตึก Tokyo Metropolitan Government Offices ชินจูกุกันดีกว่า ช้านได้รีวิวมาแล้วว่า ขึ้นฟรี และวิวสวย ตกลงกันก้อไม่รอช้า เดินจากที่ขายตั๋วรถทัวร์ตามป้ายไปเรื่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ รู้สึกเหมือนหาขุมทรัพย์...

 

เอิ่ม ...

 

ป้ายมันหลอกตรูไปไหนฟระเนี่ย? \(--)/

 

รู้สึกว่าจาเดินเกิน 800 เมตรแล้วนะ ป้ายยังคงชี้ต่อไป ต่อไป และต่อไป รู้ตัวอีกทีก้อเดินมาอยู่ในดงตึกสูงๆ ซะแล้ว

 

ตึกสูงๆ ติดกันเป็นทิว เหมือนเป็นย่านสถานที่ราชการ ถนนเงียบๆผิดกับที่ตรงสถานีชินจูกุลิบลับ (อันนั้นคนจาเยอะไปไหน) เดินมองป้ายไปเรื่อย อ๊ะ อ๊ะ เจอรถทัวร์จีน จอดอยู่หน้าตึกแฝด สงสัยที่นี่ล่ะ ..

 

กว่าจาไปถึง เล่นซะเหนื่อยเลยนะ ( ̄~ ̄;)

 

เดินๆ ไปจาเข้าตรงหน้าตึก เอ่าไหงประตูหน้ามันปิดล่ะ ลุงยามมาชี้ๆ บอกว่าให้ลงไปเข้าทางใต้ดินข้างล่าง เอ่า แล้วอิชั้นเป็นต่างด้าว จารู้มั้ยค้า -*-  ไม่เป็นไร เดินลงไปเข้าข้างล่าง เช้าๆแบบนี้ มีนักท่องเที่ยวมากันประปราย เดินเข้ามาในตึก เหมือนเข้าไปติดต่อราชการที่สถานทูต มีการตรวจอาวุธหน้าลิฟต์ แต่ก้อมีสาวชุดแดงยืนยิ้ม คอยบอกว่าจะต้องขึ้นไปชั้นไหนและคอยกดลิฟต์ให้ บริการดีประทับใจเชียว

 

ขึ้นลิฟต์มาพร้อมกะนักท่องเที่ยวชาวจีนแม่ลูก 2 คน เจอกันตอนแรกเค้าก้อส่งภาษาจีนมาทักทายช้านกะทิวทันที พอพวกช้านบอกว่า บ่แม่นคนจีนน่อ ฮ่อ ฮ่อ คนแม่ก้อทำหน้าตกใจ แล้วก้อคุยๆ กันว่ามาจากไหนอย่างไร ได้ความว่า สองแม่ลูกเป็นชาวจีน แต่อยู่แคนาดา ส่วนพวกช้านก้อไทยแลนด์แดนสยามที่คนในชาติเค้าชอบตีกัน แล้วปิดสนามบินประท้วงน่ะ ฮ่าๆๆๆ

 

ลิฟต์ถึงชั้น 45 พอดีเป๊ะ ประตูเปิดออกมา เจอที่กว้างขวาง มีมุมกาแฟตรงกลาง และรอบๆเป็นลานกว้าง มีเก้าอี้ตั้งไว้ให้นั่งพักด้วย แต่พวกช้านไม่สนใจ มีหน้าที่มาดูวิว ตรูต้องมาดูวิว ต้องทำเวลา เด๋วไปไม่ทันรถตอน 11 โมงจาซวยเข้าขั้นได้

 

 

นาฬิกาตอนนี้ 10 โมงครึ่งละ เดินดูวิว ถ่ายรูป มองโตเกียวจากมุมสูง 360 องศา พินิจพิเคราะห์ชี้นั่นชี้นี้ พองาม ลงลิฟต์ เปลี่ยนไปดูอีกตึก ที่เป็นแฝดกัน ความสูงเท่ากัน

 

ขึ้นไปดูอีกตึก ได้มุมสูงเหมือนกัน โตเกียวเหมือนกัน ยืนชื่นชมเสร็จ มองนาฬิกา ....

 

 

อ๊ากกกก 10 โมง 50 แล้ววว ∑(O_O;)

 

 

จอร์จ .. ได้ข่าวว่าตรูต้องรีบไปขึ้นรถ

 

รีบลงจากตึก แล้ววิ่งไปบนถนนเหมือนคนวิ่งหนียากูซ่า ในใจคิดว่า ทันมั้ยเนี่ยๆๆๆ วินาทีนั้นกำลังมีเท่าไหร่ใส่ไปหมด ถ้ามีการจับสถิติ พวกช้านคงทำลายไปแล้ว วิ่งสุดชีวิตมากๆ ไกลมากๆ เหนื่อยมากๆ

 

มาถึงตรงจุดขึ้นรถทัวร์ 11 โมงเป๊ะๆ

 

ทุกคนขึ้นรถหมดแล้ว เหลือนังนี่ 2 ตัวปิดท้าย เหอะเหอะ

 

ขึ้นรถไปด้วยสภาพหอบแห่กๆ เหนื่อยมาก ความรู้สึกเหมือนโลกจะอวสาน จะตาย

 

ในรถทัวร์เปิดฮีทเตอร์เพื่อความอบอุ่น แต่พวกช้านร้อนมาก จากที่เคยบ่นหนาวๆๆ แต่ตอนนี้เสื้อที่ใส่มา ตรูขอถอด หยิบกระดาษมาพัดๆๆๆ คนทั้งรถคงมอง อีสองตัวนี้ไปทำไรมาจากไหน แต่ไม่สนใจ ร้อนค้าบ เหนื่อยค้าบ ไม่ไหวแล้วค้าบ

 

เริ่มได้ที่ บอกทิวว่า เรามาหลับกันเหอะทิว กว่าจาถึงอีกประมาณ 1ชม 40 นาที ตกลงแล้วก้อเตรียมเข้าสู่ห้วงนิทรา รถทัวร์พาขึ้นทางด่วน วิ่งออกบ้านนอกขึ้นเรื่อยๆๆ

 

โอ้ววว ภูเขาญี่ปุ่นตอนหน้าหนาว .... (เหมือนเขาที่เพชรบูรณ์เลย)

 

โอ้ววว บ้านคนๆ รถๆๆ ป่าๆๆ ... (เหมือนที่เพชรบูรณ์เลย)

 

 

เอิ่ม ....

 

แล้วนี่ตรูมาดูอาร้ายยยยยยยย (-*-)

 

สภาพทางกายภาพที่ทำให้ที่นี่ต่างจากเพชรบูรณ์คือ การมีภูเขาไฟฟูจิ และมีสวนสนุก นอกนั้นเหมือนนั่งรถกลับบ้านจากพิษณุโลกผ่านเขาค้อ หึหึ ไม่ได้พูดเว่อร์ นี่คือเรื่องจริง ภูเขาหน้าหนาว มีป่าแห้งๆ ขาดแค่ม้งแม้วทำไร่กะหล่ำ ไม่งั้นก้อนี่ล่ะ เพชรบูรณ์เด๊ะๆ

 

หมดแรงชื่นชม นอนดีกว่า ...

 

 

 

 

งัวเงียตื่นขึ้นตอนรถจอด คนเริ่มทยอยลง มองไปรอบๆตัว อ้าว ไหนไรรีวิวบอกว่ารถบัสมันไปจอดถึงในสวนสนุกเลยนี่หว่า มองไปไม่เห็นมีอะไรเลยง่ะ -*- หันไปมองคู่รักวัยรุ่นที่ถ่อมาด้วยกันจากโตเกียวด้านหลัง เห็นยังนั่งคิกคักกันอยู่ เออ สงสัยตรงนี้ไม่ใช่ รถจอดทิ้งคนกลุ่มใหญ่ แล้วก้อวิ่งต่อไปสักพัก

 

อ้า เห็นละๆ รางๆ สีแดงๆ รถไฟเหาะ ใกล้ความจริงแล้วสินะ

 

รถบัสเข้ามาจอดข้างในจริงๆ ตรงหน้าร้านสะดวกซื้อ -*- ลงรถแล้วก้อต้องเดินเข้าไปต่ออีก ช้านกะทิวก้อเดินๆตามพวกหนุ่มสาวไป ถึงทางเข้าแล้ว ป้ายสีแดงเชียว แถมไอ้รางสูงๆ ยาวๆ มันก้อยั่วเยี้ยล่อหน้าล่อตามาก ซื้อบัตรผ่านประตูเข้าไปแบบธรรมดา 1200 เยน ส่วนเครื่องเล่นเด๋วไปจ่ายตังค์เองดีกว่า ซื้อแบบเหมาไป ให้ตายช้านก้อไม่มีวันเล่นหมดหร๊อก ไม่คุ้มๆ เหอเหอ

 

เดินเข้ามาข้างในสวนสนุกได้เวลาบ่าย 2 พอดิบพอดี คนยังไม่มีเลย อ้าวว ตรูอุตส่าห์เตรียมใจว่าเป็นวันเสาร์ นึกว่าคนจาแยะ ไหงมันดูโหรงๆเหรงๆ หว่า? สงสัยนี่ช้านมาเร็วไปรึเปล่านี่ เหอะเหอะ แต่ก้อดีละ เวลาต่อคิวเล่นเครื่องเล่นจาได้ไม่ต้องเสียเวลาในการดำรงชีวิตมากเกินจำเป็น แหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า เห็นไอ้รางขาวๆ ของเจ้า Dodonpa ตั้งตระหง่านอยู่ สูงมากๆๆๆๆๆๆ ไอ้ Dodonpa นี่มันถูกจัดวางอยู่ด้านหน้า จากทางเข้ามาเจอเลย ข่มขวัญกันสุดฤทธิ์ ถ้าไม่แกร่งพอ อาจเกิดอาการใจตุ๊ดได้ เพราะไอ้รางสูงๆลิบๆ มันทิ่มลงมา 90 องศา -*- น่าสยองสุดๆ เห็นแค่รางแรกก้อใจสั่นแล้ว หันไปหาทิวได้แต่พูดกันซ้ำไปซ้ำมาว่า สูงว่ะ สูงว่ะ  แต่มาถึงขั้นนี่แล้ว รางอะไรก้อขู่ช้านไม่ได้ เป็นไงเป็นกันค้าบ

 

 

จากการรีวิวมา ไฮท์ไลท์ที่นี่คือสวนสนุกที่เห็นภูเขาไฟฟูจิได้ชัดมาก และมีเครื่องเล่นเด็ดๆ อยู่ 4 อย่าง คือ Fujiyama รางครีม, Dodonpa รางขาว และ Eejanaika รางแดง

 

เป้าหมายวันนี้คือ

 

Fujiyama สูง 259 ฟุต จุดตก 230 ฟุต ความเร็ว (130 km/h) อดีตเคยผงาดเป็นอันดับ 1 ของกินเนส แต่ถูกทำลายแล้วโดยรถไฟ Goliath ของ Six Flags อเมริกา (จาทำลายอะไรกันอีกกก ยังสูงไม่พอรึงายย) เวลาเล่น เกือบ 4 นาที (นานโคตร)

 

 

บรรยายสรรพคุณพองาม  เลือกอันเด็ดสุดนี่ล่ะ เพราะเล่น 3 อันไม่ไหว แพง(อันละประมาณ 1200 เยน)แถมโหดด้วย เลยเลือกอันที่คุ้มสุดทั้งเงินและเวลาดีกว่า

 

อย่าชักช้า ไปต่อคิวกัน \(^∀^)メ(^∀^)ノ

 

 

อย่างที่บอกไปว่าเวลานี้ คนยังโหรงเหรงอยู่มาก มองไปที่คิว โอ๊ะ โอ๊ะ สั้นได้อีก ไม่น่าเชื่อ ช้านกะทิวพยายามหาที่ขายตั๋ว เอ่า ไม่ยังกะมีซุ้มเหมือนดรีมเวิลล์เลย -*- แล้วนี่ตรูจาซื้อตั๋วตรงไหนฟระ? เห็นตู้ฟ้าๆ ให้กดๆ สงสัยอันนี้ล่ะ แต่กดๆไปไม่ยักกะมีปฏิกิริยาใดๆตอบสนองกลับมา มองคนอื่นๆเดินผ่านไป เอ่า ทำไมเค้าไม่เห็นซื้อตั๋วเลย หรือว่ามันจามีขายข้างบนหว่า? ช่างเหอะ ตามๆ เค้าไปก่อน เดินขึ้นไปต่อแถวเลยค้าบ

 

รอคิวประมาณ15นาทีได้ ระหว่างยืนรอก้อรู้สึกว่า คนทยอยมาเยอะกันแล้วแฮะ สงสัยคนญี่ปุ่นชอบออกเที่ยวกันเย็นๆค่ำๆ (ทั้งๆที่มืดเร็วโคตร) ส่วนใหญ่คนมาเที่ยวที่นี่จาเป็นหนุ่มสาวคู่รัก ไม่ก้อวัยรุ่นเป็นกลุ่มใหญ่ๆ (แหงล่ะ ลุงป้ามาก้อไม่ไหวอ่ะดิ) สังเกตแล้วดูเหมือนประมาณ 60% จามาเดทกัน เดทหมู่ เดทเดี่ยว แยกๆกันไป แล้วช้านกะทิวล่ะ มา 2 คนนี่ มาเดทเหมือนกันงั้นเรอะไง .... ชิ -*-

 

ใกล้ถึงคิวละ เริ่มมองไปรอบๆตัว เอ่าทิว ทำไมเค้ามีตั๋วกันอ่ะ? ตัดสินใจหันไปถามกลุ่มนึงที่ต่ออยู่ด้านหลัง ไอ้ผู้ชายกะลังเม้าท์กะเพื่อนอยู่อย่างเมามันส์ พอช้านสะกิดปุ๊บ มันทำหน้าตกใจมาก(ไม่รู้มันตกใจอะไร) ช้านเลยถามว่า ทิคเก็ตโตะเนี่ย จาซื้อที่ไหน โดโคะๆ มันใส่ญี่ปุ่นมาเป็นชุดตามระเบียบ -*- ช้านกะทิวทำหน้าบ่เก็ทเต็มที่ เพื่อนสาวมันเลยพยายามมาช่วย ด้วยการเสริมมา 1 คำเป็นภาษาอังกฤษว่า machine เออ ช่วยได้เยอะเลยเนอะ ช้านถามภาษาอิ้งว่า ไอ้เมทชีนเนี่ย ใช่สีฟ้าๆ ด้านล่างรึเปล่า งงค้าบ สงสัยตรูใช้ศัพท์ยากไป -*- (blueเนี่ยมันยากตรงไหนฟระ) ไม่เป็นไร ใช้มือแทนก้อได้ ช้านชี้ลงด้านล่างทำนองว่า ต้องลงไปซื้อที่เครื่องข้างล่างเหรอ มันรีบพยักหน้า เยสๆ below  เออ ... ขอบใจมากนะยะ -*-

 

เดินสวนชาวบ้านกลับมาซื้อตั๋วด้านล่างใหม่ ไอ้เครื่องสีฟ้าที่งมๆตอนแรกน่ะล่ะ อะไรวะ ตอนแรกกดไปมันไม่เห็นมีอะไรเลยนี่หว่า พยายามโน้นนี่นั่น จนในที่สุดก้อบรรลุโสดาบันได้เองว่า ตู้ญี่ปุ่นมันต้องใส่ตังค์เข้าไปก่อน อารมณ์ว่าแกต้องมีตังค์ก่อนนะ เราถึงจาทำโน่นนี่นั่นต่างๆให้ เจริญมาก ถ้าต้องใส่ตังค์ก่อนไม่บอกอะไรเลยแล้วตรูจารู้เรอะว่าต้องใส่เท่าไหร่ -*-  ตัดสินใจใส่แบงค์ใหญ่ไปก่อน หน้าจอมาญี่ปุ่นทั้งดุ้น โนทรานสเลชั่น ไม่เป็นไร ช้านมั่วได้ (เพราะเป็นคนกดตั๋วรถไฟตลอด ทิวเป็นฝ่ายหยอดเงิน 55+) กดไปละ ได้ตั๋วมา 2 ใบ โอเคๆ ไปต่อคิวใหม่ก้อได้ฟระ

 

กลับมาต่อคิวอีกรอบด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น คราวนี้รอประมาณ 20 นาที ระหว่างรอก้อคิดกันว่า คนญี่ปุ่นนี่เค้ากรีดร้องกันไม่สะใจเลย แบบสวนสนุกไม่ค่อยมีเสียงเท่าที่ควรเลยอ่ะ ถ้าเป็นบ้านเรา สาวรุ่น สาวไม่รุ่น กระทงกระเทย กรีดร้องกันมันส์หยดละ แค่ได้ยินเสียงก้อสนุก แต่ที่นี่มีกรีดร้องบ้างแค่ประปรายพอน่ารัก แต่ไม่สะใจ ทั้งที่เครื่องเล่นมันก้อเด็ดโคตรๆ ทำไมนะ เค้าเก็บกดอะไรกันรึเปล่าหว่า? หรือมาเดทต้องรักษาภาพพจน์กันเอาไว้ และเพราะที่นี่ก้อไม่มีกระเทยสร้างความหฤหรรษ์ด้วย เออ อาจจาเป็นไปได้ แสดงว่าบ้านเรานี่สุดๆ เรื่องแสดงความสุดโต่งใช่ม้า ฮ่าๆๆ

 

ในที่สุดก้อถึงคิวสักที .. ความตื่นเต้นเริ่มมา ในหัวคิดว่า ระดับโลกๆ เต็มที่ๆ เอาล่ะนะ

 

เค้าให้ฝากของทั้งหมดไว้ที่ล๊อกเกอร์ แบบว่ามีอะไรที่มันสามารถตกมาฟาดหน้าเวลากรีดร้องได้อ่ะ จงฝากไว้เหอะ พอฝากของเสร็จ กลับมานั่งประจำที่ ดึงตัวล๊อคมาให้แน่น พนักงานเดินตรวจความเรียบร้อย โอ้วว ตื่นเต้นแล้วแฮะ

 

พอเสียงหวูดให้สัญญาณว่าจาไปล่ะนะ คนอื่นที่ยืนรอคิวอยู่ก้อพร้อมใจกันปรบมือ ทำนองว่าให้กำลังใจ เตรียมส่งพวกแกไปสู่สวรรค์ รถไฟค่อยๆเลื่อนตัวออกจากโรงช้าๆ ไปเรื่อยๆ ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ

 

50 เมตร 60 เมตร เอื่อยๆ สูงขึ้นๆ

 

ตอนที่รถไฟกะลังไต่ความสูงนี่ มองไปด้านข้างจาเห็นภูเขาไฟฟูจิชัดเจน สวยมากๆ แต่เวลานี้ไม่มีอารมณ์ชื่นชม หันไปบอกทิวว่า เฮ้ย สูงจริงๆนะเนี่ย ไอ้ผู้ชายข้างหลังมากะแฟน มันก้อพูด สุโค่ยๆ ไม่หยุด บิ้วตรูสุดๆ เลยนะแก -*-

 

70 เมตร .............. 80 เมตร

 

เอ่า ...จอดนิ่ง สูงสาดดดดมากกกกก จอดทำไมค้า? จอดให้ดูวิวเหรอค้า?

 

พักให้ทำใจประมาณ 20 วิ แล้วมันก้อ ...

 

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

 

ร่างของช้านถูกดึงไปตามรางด้วยความเร็ว 130 km/hr วินาทีนั้นเข้าใจคำว่าวิญญาณหลุดจากร่างได้ชัดเจนมาก วิญญาณที่มันโดนกระชากออกอย่างแรงไปแล้วทำยังไงก้อไม่มีวันกลับเข้าร่างทัน ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากการร้อง กรี๊ดๆๆๆๆๆๆ หลับตาก้อแล้ว มองชาวบ้านก้อแล้ว...

 

เฮ้ย ทำไมมันไม่จบสักทีฟระ

 

4 นาทีมันช่างยาวนานนัก ไม่เคยอยากให้เวลาผ่านไปเร็วขนาดนี้มาก่อน -*-  เริ่มเข้าใจความรู้สึกของแฮรี่ พอตเตอร์ ที่ชอบบอกว่าตัวเองปวดมวนในท้องขึ้นมานิดๆ ความรู้สึกวืดๆ ของวิญญาณที่พยายามเข้าร่าง (แต่ตามไม่ทัน) มันสับสนปนเปอลม่านไปหมด อาส์ 4 นาที ... ราวกะ 4 ปีอย่างไรอย่างนั้น

 

จบแล้ว ... รถไฟกลับเข้าโรงปล่อยอย่างนิ่มนวล แล้วสิ่งที่เหลือไว้ล่ะ ?

 

 

 

อีเพิ้ง ( ̄ *)

 

 

 

ท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับการกลับมาอย่างอบอุ่นของผู้ชมด้านล่าง วัลย์ลดาก้าวลงมาด้วยสภาพโซเซ หัวเพิ้ง ผมที่อุตส่าห์นั่งม้วนนั่งหนีบตั้งแต่เช้า ตอนนี้มันรวมตัวกันพันยุ่งเหยิง เรื่องทรงไม่ต้องพูดถึง สภาพตอนนี้ไม่ต่างอะไรกะหัวคุณนายไฮโซในละครน้ำเน่าช่อง 7 หันไปมองสาวๆคนอื่น ทำไมเค้าไม่เห็นเพิ้งเหมือนช้านเลยฟระ -*-  สงสัยสเปรย์ญี่ปุ่นเค้ามาตรฐานดีมาก ไม่เหมือนขวดละ 100 กว่าบาทดีแคชของช้าน ประสิทธิภาพการจัดแต่งทรงผม วัดกันที่รถไฟเหาะระดับโลกนี่ล่ะ เหอะเหอะ

 

เดินลงมาด้านล่าง มีจุดประจานรูปตัวเองอยู่ ที่กล้องมันแช๊ะๆตอนรถไฟทิ่มหัวลงน่ะล่ะ บังเอิญว่าไม่ได้รีวิว(กร๊าก)ว่ากล้องมันอยู่จุดไหน เลยไม่ได้เก๊ก ภาพที่เห็นประจานเลยกลายเป็นช้านก้มหน้าก้มตากรี๊ด ดี ไม่เห็นหน้า ไม่เอาค่ะ 555+ (จริงๆไม่อยากเสียตังค์)

 

 

เอาเป็นว่าพอ Fujuyama เสร็จ รู้สึกตัวเบาโหวง เหมือนทำภารกิจเสร็จสิ้น ต่อไปเป็นขั้นตอนการเดินเรื่อยๆ ถ่ายรูป ดูโน้นดูนี่ ไร้สาระ (เนื่องจากอันอื่นมันจิ๊บจ๊อยไม่มีพ้อยส์น่าสนใจ จึงขอผ่านๆไป) เวลามีเหลือเฟือมาก จองรถกลับไว้เกือบ 6 โมง นี่แค่ 4 โมงเย็นกว่า มืดแล้ว หนาวด้วย คนเริ่มมากันเยอะขึ้น ดูคึกคักขึ้นมาเลยเชียว หน้าช้านเริ่มชา ไปยืนๆดูๆ ตรงลานสเก็ต ยิ่งหนาวหนัก -*- ถ่ายรูปเล่นโน่นนี่ไปมา จะ 5 โมง 50 ละ ไปขึ้นรถกลับโตเกียวดีกว่า

 

จุดขึ้นรถอยู่ตรงหน้ามินิมาร์ทที่เดียวกะขามา นั่งกลับโตเกียวอีกประมาณ 1 ชม 40 นาที ถ้ารถติดตรงทางด่วนตีไปเลย 2 ชม.เหนาะๆ ไม่มีไรทำ หลับค้าบหลับ งีบเอาแรง คืนนี้ยังต้องลุยต่ออีก

 

รถบัสมาถึงชินจูกุ นั่งใต้ดินกลับที่พัก เปลี่ยนเสื้อผ้า แต่งตัว แต่งหน้าใหม่ นัดกะริเอะกันไว้ 3 ทุ่ม ดูท่าคงจาไปไม่ทันแน่ๆ ส่งเมลล์ไปบอกว่า จาไปเลท ขอเลื่อนเป็น 3 ทุ่มครึ่ง เสร็จแล้วคว้าส้นสูง คืนนี้อิชั้นจะไม่กลับมานอนนะคะ ขอพาทิวไปแร่ดเปิดหูเปิดตาหาปู้ชายญี่ปุ่น made in japan ของแท้ดีกว่า 555+

 

เป้าหมายคืนนี้ แผนคือ ไปรปปงหงิหาริเอะก่อน แล้วไปต่อผับที่ชิบุยะ (^^)

 

 

 

 

เปลี่ยนโหมดไประเริงราตรี ต่อพาท 5 ค้าบบบบบ

 

ปล. BGM วันนี้เป็นเพลงที่คิดออกตอนนั่งรถไฟเหาะ ให้อารมณ์สุดๆ

 

 

Japan Trip Part 3

posted on 22 Jan 2010 12:01 by crazy-jack

พาทก่อนหน้านี้ เลื่อนอ่านด้านล่างเลยเคอะ

 

11/12/09   Japan Trip Part 3   วันฝนพรำที่อาซากุสะ ..

 

ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ประมาณ 6 โมงเช้า

ตื่นขึ้น ทำไมมันหนาวๆ เย็นๆ ฟระ (ทั้งที่เปิดฮีทเตอร์)

 

แหวกม่านมองไปนอกหน้าต่าง

 

เอิ่ม...

 

 

ฝนตก ...

 

 

ตลกมาก \(--)/

 

ฝนตกวันที่ช้านตั้งใจจาไปฟูจิ

 

ความจริงเมื่อคืนก้อเช็คพยากรณ์อากาศแล้ว เค้าก้อบอกว่าฝนจาตก แต่แบบ ไม่เชื่อ ไม่เป็นไรหรอก ถึงตกเดี๋ยวมันก้อหยุด ฮ่าๆ ช้านเป็นคนไทย มาจากประเทศไทย ช้านเลยคิดแบบนี้ล่ะ

 

 

ไม่เป็นไรๆ นอนต่อ รอมันหยุด  ....

 

 

ตื่นมาอีกที 10 โมง

 

 

เอิ่ม ....

 

 

มันยังตก ...

 

 

และดูเหมือนว่า จาตกแบบนี้ทั้งวันซะด้วย ...

 

แผนการที่ตั้งใจจะทำกันวันนี้ก้อเป็นอันล่มค้าบ .. เพราะฝนตก มีลม และหนาวมากกกกก

 

เซ็งจอร์จ ...

 

ตื่นมาอาบน้ำ แต่งตัว บอกทิวว่า ฝนตกทั้งวันแบบนี้ ถึงไปก้อไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิหรอก มองไปข้างนอกก้อมืดๆทึมๆ วันนี้เราคงต้องเปลี่ยนแผน เดินเล่นมันอยู่แถวๆนี้ล่ะกัน ตกลงได้ตามนั้นก้อตัดสินใจออกมาข้างนอกตอนบ่ายๆ ขโมยร่มชาวบ้านที่วางไว้ด้านหน้า กะเอาร่มใสออกไปเฉิดฉาย ..

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด

 

ที่กรี๊ดนี่ไม่ได้เห็นผู้ชายหล่อหรือสัตว์ประหลาดอะไรนะ

 

แต่มันหนาววววววววววววววววววมากกกกกกกกกก

 

ตอนแรกก้อหนาวอยู่แล้ว ฝนมาตกอีกยิ่งหนาวเข้าไปใหญ่ แถมมีลมมาปะทะอีก  o(>< )o

 

 

เจริญมาก ตรูแต่งตัวแต่งหน้าออกมาทำไม? เดินไปเรื่อยๆ กระเป๋าเริ่มเปียก รองเท้าก้อเริ่มเปียก -*- ทิวยังคงมีความหวังก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในขณะที่นังแจ๊คคอยบั่นทอนกำลังใจว่า กลับเหอะทิว หนาวมาก ฝนตกด้วย ไม่มีคนบ้าที่ไหนออกมาเดินกันหรอก

 

แต่ทว่า ..

 

 

คนบ้ามีอยู่เต็มวัดอาซากุสะ Σ(゚Д゚|||)

 

 

คณะทัวร์ นักท่องเที่ยว เด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา ทุกคนยังคงทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ไม่หวั่นต่อสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยแม้แต่น้อย

 

เหอะเหอะเหอะ ...

 

 

หลังจากเข้าไปเดินๆในวัด ถ่ายรูปนิดหน่อย ชักรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเปียกชื้น ปล่อยไว้อาจเป็นโรคโตเกียวฟุตแน่ๆ ( ̄~ ̄;) บอกทิวว่า ไว้วันกลับเราแวะมาที่นี่อีกรอบก้อได้ แบบขอมาตอนอากาศแจ่มใส ตอนนี้แจ๊คกะลังซีด เปียกแฉะ และหนาวเหน็บ เรากลับไปนอนกันเฮอะ

 

ออกมาจากวัด ไปเดินดูบ้านเมืองรอบๆนิดหน่อย สำรวจผู้คน กินข้าว แวะซื้อของที่ร้าน 100 เยนแถวนั้น และช้านก้อได้ความรู้ใหม่ว่า ของ 100 เยน+ภาษีแล้วมันก้อคือราคา 105 เยน ไอ้ 100 เยนเป๊ะๆนั้นมันไม่มีหรอก งั้นช้านก้อเข้าใจผิดมานานสินะ (*・_・)ノ เหอะเหอะ เดินดูของกะซื้อมาม่าเผ็ดๆไปตุนไว้  ทิวหยิบมามาคัพมาอันนึงไปถามสต๊าฟที่ร้านว่า มันแซบมั้ย ไม่รู้ว่าสต๊าฟเข้าใจรึเปล่า แต่บอกมา อันนี้ล่ะเผ็ดที่สุดแล้ว ทิวเลยเชื่อใจสาวยุ่น ซื้อมาลองชิม

 

ในที่สุดก้อตัดสินใจกลับที่พัก แบบว่ามันไม่ไหวแล้วจริงๆอ่ะ

 

หนาวยังพอทนนะคะ อันนี้ฝนตกด้วย -*- มันโหดร้ายเกินไปค่ะ

 

กลับมาที่พักได้เข้าห้องอุ่นๆแล้วเหมือนสวรรค์ ... ตกลงกะทิวว่า เดี๋ยวเรานอนๆนั่งๆ แล้วตอนดึกก้อไปลองคูปองสาเกฟรีที่ข้าวสารบาร์กันน่ะ ตอนเช็คอินเมื่อวาน มาซารุให้คูปองมา บอกว่าสาเกไม่แรง ดีกรีพอๆกะไวน์ พวกช้านก้อโอเคๆ วันนี้ไม่มีไรทำ เด๋วจาไปลอง

 

บอกกะตัวเองว่าจานอน แต่เอาเข้าจริงกลับนั่งเล่นเน็ท และนั่งวางแผนการสำหรับวันพรุ่งนี้กันอย่างเคร่งเครียด ที่บอกว่าเคร่งเครียดนี่เพราะว่า แพลนวันนี้มันต้องยกยอดไปทำพรุ่งนี้หมด นอกจากจาต้องเช็คว่าทำอะไรยังไง ยังต้องควบคุมเวลาให้กลับเข้าโตเกียวทัน เพื่อมาเปลี่ยนเสื้อผ้าและไปเจอริเอะตอน 3 ทุ่มด้วย นั่งจัดการแผนกันอยู่เป็นชั่วโมงๆ สุดท้ายก้อไม่ได้นอนสักงีบ มองหน้าต่างฝนก้อยังตกเรื่อยๆ สมกะที่เค้าบอกว่ามันจาตกแบบนี้ล่ะทั้งวัน กรมอุตุญี่ปุ่นนี่ดูถูกไม่ได้จริงๆ

 

มองนาฬิกา เอาวะ 5 ทุ่มละ ไปข้าวสารบาร์กันดีกว่า ..

 

ดูแผนที่ เดินไปข้าวสารบาร์ที่อยู่ห่างจากที่พักออกไปประมาณ 500 เมตร ระหว่างทางเจอลมกรรโชกระหว่างซอกตึก หนาวและแรงได้ใจมาก ร่มแทบจะปลิว เดินไปถึงเจอบาร์เล็กๆขนาดประมาณห้องเดียว เปิดประตูเข้าไป โอ้ววว คนเต็มละ

 

จาไม่ให้เต็มได้ไง ขนาดที่นี่มันเท่าห้องช้านที่ กทม เลยนี่หว่า ヾ(-_-;)

 

ข้างในมีฝรั่งนั่ง/ยืนกินดื่มกันอยู่หลายคน พวกช้านยื่นคูปองให้สต๊าฟที่เคาท์เตอร์ ได้รับสาเกมาคนละช๊อต ชิมๆดู รสชาติคล้ายกินสเมอนอฟเพียวๆ แต่ไม่แรงบาดเท่า ยืนละเลียดสาเกไป มองคนในบาร์ไปด้วย ส่วนใหญ่แขกที่นี่เป็นลูกค้าที่พักที่ข้าวสารโตเกียวสาขาต่างๆ รอบๆอาซากุสะนี่ล่ะ แต่ละคนมาเป็นกลุ่มก้อน หรือบางทีก้ออยู่กันมานานจนสนิทสนมกะสต๊าฟ มานั่งๆดื่มๆ พูดคุยกันไปตามเรื่อง ช้านกะทิวเห็นว่ายิ่งดึกยิ่งมีคนเข้ามาเยอะ ทั้งๆที่สถานที่ก้อนะ เท่านั้นอย่างที่บอกไปข้างต้นน่ะล่ะ เลยตัดสินยกช๊อตแล้วออกมาดีกว่า หิวแล้วด้วย เด๋วแวะ Lawson หาซื้อของกินเข้าที่พักละกัน

 

 

 

 

Lawson คอนวิเนียนสโตร์ ทางผ่านกลับที่พักสาขานี่ใหญ่พอควร มีของขายเยอะมาก ของกิน ทุกอย่าง ถ้าเทียบบ้านเราก้อเหมือนเซเว่นสาขาใหญ่ๆหลายๆห้อง ช้านกะทิวเดินสำรวจของกิน ยิ่งดึกๆเที่ยงคืนอัพ ของกินยิ่งแปะลดราคา (เพราะมันต้องขายวันต่อวัน) ได้มาม่ากะขนมมากักตุนเยอะอยู่ ชูครีม 100 เยนลดเหลือ 80 เยน มันยอดมากๆ หยิบมันฝรั่งสิ้นคิดยี่ห้อญี่ปุ่นมาด้วย 1 ถุง ตัดสินใจกันว่าเด๋วกลับห้องไปลองกินให้หมด อยากรู้ว่ารสชาติมันจาเด็ดมั้ย ฮ่าๆ

 

กลับที่พักมาจัดการต้มน้ำ เตรียมที่กิน ราวตี 2 รู้สึกว่าชาวบ้านเค้าคงจาเข้าห้องนอนกันหมดละ เพราะตรงที่กินข้าวเงียบมากกก ช้านกะทิวเลยจัดการราวกะเป็นบ้านตัวเอง ฮ่าๆ ตอนนี้มีมาม่าปะทะกัน 2 ยี่ห้อ ของช้านกะของทิว รอได้ที่แล้วลองกินดู

 

เอิ่ม ...

 

รสชาติมันปะแล่มๆ แฮะ

 

มันแปลกๆ บอกไม่ถูก มันเข้าใจยาก

 

ที่สำคัญ มันบ่เผ็ดเลยน่อ

 

หันไปถามทิว เป็นไงของทิว ที่เค้าบอกว่าเผ็ดสุดๆอ่ะ

 

ทิวบอกว่า รสชาติเข้าใจยากเหมือนกัน มันไม่ใช่ มันแปลก และของแจ๊คยังเผ็ดกว่าอีกเหอะ

 

เอ... หรือว่าลิ้นเราไม่คุ้น ยังเทพไม่พอหว่า -*-

 

แต่ถึงคุ้นไม่คุ้น ก้อโซ้ยจนหมดละ เสร็จแล้วกินขนมต่อ แล้วก้อสรุปความว่า รสชาติมาม่าไทยเป็นเลิศสุดในปฐพี แต่ขอเส้นแบบมาม่าเกาหลีได้มะ ถ้าได้จาเลิศคูณสองมากกก

 

 

 

 

สุดท้ายวันนี้กะจะนอนเอาแรง แต่ก้อนอนกันตี 3 จนได้ เช็คพยากรณ์อากาศ โอเคพรุ่งนี้แจ่มใส  นั่งนาฬิกาปลุกไว้ 6 โมงใหม่อีกรอบ พรุ่งนี้จาได้เที่ยวจริงจังซักที หึหึ ..

 

\(^∀^)メ(^∀^)ノ

 

 

 

 

ไว้ต่อพาท 4 ยังมีอีกยาวโคตรๆ ฮ่าฮ่า